วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี ^_^
ราศีที่สอง
ราศีกุมภ์ ของเดือน กุมภาพันธ์ เป็นกลุ่มดาวที่ 11 ของจักราศี
นิทานกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ชาวบาบิโลเนียนโบราณ ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช มองเห็นเป็นรูปหม้อน้ำ ที่มีน้ำล้นออกมา และแทนด้วยสัญลักษณ์ ของคนแบกหม้อน้ำ ซึ่งในเดือนที่ 11 ของชาวบาบิโลเนียน (หรือระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักในรอบปี ส่วนชาวอียิปต์โบราณ เห็นเป็นรูปเทพเจ้า Hapi ซึงเป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นผู้ให้น้ำ เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษบ์โลก กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบเอ็ด ของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างหายากเนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์ดวงใด ในกลุ่มที่มีความสว่างกว่า 2.9 เลย คนโบราณ เห็นเป็นรูปคนแบกหม้อน้ำ กำลังเทน้ำลงในแม่น้ำ Fluvius Aquarii ซึ่งหมายถึง "the River of Aquarius" ซึ่งสายน้ำจะไหล ผ่านกลุ่มดาวปลาทางใต้ ที่มีดาวฤกษ์สุกสว่างคือ ดาวโฟมาลออท ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของปลายเดือนสิงหาคม ต้นเดือนกันยายน
ความสว่างในที่นี่คือ แมกนิจูด หรือ โชติมาตร

ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้น บางดวงเราก็เห็นว่าสว่างมาก บางดวงก็สว่างน้อย นักดาราศาสตร์เขามีวิธีวัดความสว่างของดาวแต่ละดวงอยู่สองชนิดครับ คือความสว่างปรากฏ (appearent magnitude) และความสว่างสัมบูรณ์ (absolute magnitude) หรือถ้าจะเรียกชื่อให้ไทยๆหน่อย ความสว่าง (magnitude) ก็คือคำว่า โชติมาตร นั่นเองครับ
เริ่มต้นจากนักดาราศาสตร์ชาวกรีกยุคดึกดำบรรพ์อย่างลุง ฮิพพาร์คัส (Hipparchus) ได้จัดฐานข้อมูลระบบแมกนิจูดขึ้นเป็นคนแรก โดยจัดอันดับความสว่างของดาวที่เขาเห็นเป็นแมกนิจูด โดยดาวที่สว่างที่สุด (ที่เขาเห็นนะ) ให้เป็นแมกนิจูดที่หนึ่ง รองลงมาเป็นแมกนิจูดที่สอง ไปเรื่อยๆ ถึงแม้เป็นระบบการวัดที่ไม่ละเอียดนัก แต่ก็ใช้อยู่นานถึงเกือบๆสองพันปี ต่อมานักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่มีชื่อตามบัตรประชาชนว่า นอร์แมน พอกสันก็ได้คิดสมการที่เอาไว้ใช้คำนวณค่าแมกนิจูดต่างๆออกมา ทำให้การวัดค่าความสว่างของดวงดาวมีความละเอียดมากขึ้น แต่ก็ยังคงแนวคิดเดิมไว้ คือแมกนิจูดน้อย จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูดมาก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น