วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หมากรุก

ก็หมดในเรื่องกลุ่มดาวจักราศีแล้ว
มาต่อในเรื่องอื่นกันดีกว่า  :)

หมากรุก
ประวัติหมากรุก
การเล่นหมากรุกปรากฏในประเทศอินเดียมาหลายพันปี ชาวอินเดียอ้างว่าหมากรุกเกิดขึ้นเมื่อครั้งพระรามไปล้อมเมืองลงกา นางมณโฑเห็นทศกัณฐ์เป็นกังวลกับการสงคราม จึงได้นำกระบวนสงครามตั้งทำเป็นหมากรุกขึ้นให้ทศกัณฐ์เล่นแก้รำคาญ ชาวอินเดียเรียกหมากรุกว่า "จัตุรงค์" เพราะเหตุที่นำกระบวรพล 4 เหล่าทำเป็นตัวหมากรุก คือ พลช้าง 1 พลม้า 1 พลเรือ 1 พลราบ (เบี้ย) 1 มีพระราชา (ขุน) เป็นจอมทัพ ตั้งเล่นบนแผ่นกระดานจัดขึ้นเป็นตาราง 64 ช่อง วิธีเล่นหมากรุกเดิมที่เรียกว่าจัตุรงค์นั้น ไม่เหมือนอย่างที่เล่นกันในปัจจุบัน มีอธิบายอยู่ในหนังสือมหาภารตะว่า เป็นตัวหมากรุก 4 ชุด แต้มสีต่างกัน สีแดงชุดหนึ่ง สีเขียวชุดหนึ่ง สีเหลืองชุดหนึ่ง สีดำชุดหนึ่ง ในชุดหนึ่งนั้น ตัวหมากรุกมีขุน 1 ตัว ช้าง (โคน) 1 ตัว ม้า 1 ตัว เรือ 1 ตัว เบี้ย 4 ตัว รวมเป็นหมากรุก 8 ตัว สมมติว่าเป็นกองทัพของประเทศหนึ่ง ชุดทางขวามือสมมติว่าอยู่ประเทศทางตะวันออก พวกทางซ้ายมือว่าอยู่ประเทศตะวันตก ชุดข้างบนอยู่ประเทศทางทิศเหนือ ชุดข้างล่างอยู่ประเทศทิศใต้ คนเล่น 4 คนต่างถือหมากรุกคนละชุด แต่การเล่นนั้น พวกที่อยู่ทแยงมุมกัน เป็นสัมพันธมิตรช่วยกันรบกับอีกฝ่ายหนึ่ง ลักษณะเดินตัวหมากรุกอย่างจัตุรงค์นั้น ขุน ม้า เบี้ย เดินอย่างกับหมากรุกที่เราเล่นกัน แต่ช้างเดินอย่างเราเดินเรือกันทุกวันนี้ (เรือในหมากรุกไทย) ส่วนเรือนั้นเดินทแยง (อย่างเม็ด) แต่ให้ข้ามตาใกล้เสีย 1 ตา (เหมือนกับการเดินของช้างในหมากรุกจีนที่ไม่มีการขัดขาเกิดขึ้น) แต่การที่จะเดินต้องใช้ทอดลูกบาศก์ ลูกบาศก์นั้นทำเป็นสี่เหลี่ยมแท่งยาวๆ มี 4 ด้าน 2 แต้มด้านหนึ่ง 3 แต้มด้านหนึ่ง 4 แต้มด้านหนึ่ง 5 แต้มด้านหนึ่ง คนเล่นจะทอดลูกบาศก์เวียนกันไป ถ้าทอดได้แต้ม 5 บังคับเดินขุนหรือเบี้ย ถ้าทอดได้แต้ม 4 ต้องเดินช้าง ถ้าทอดได้แต้ม 3 ต้องเดินม้า ถ้าทอดได้แต้ม 2 ต้องเดินเรือ ต่อมา ราว พ.ศ. 200 มีมหาอำมาตย์คนหนึ่งชื่อ สัสสะ ได้นำการเล่นจตุรงค์มาคิดดัดแปลงให้เล่นได้ 2 คน และเลิกวิธีทอดลูกบาศก์ ให้เดินแต้มโดยใช้ปัญญาความคิดเอาชนะกัน เช่นเดียวกับอุบายการสงคราม
กระบวนหมากรุกที่ว่ามหาอำมาตย์สัสสะคิดถวายใหม่นั้น คือรวมตัวหมากรุกซึ่งเดิมเป็น 4 พวกนั้นให้เป็นแต่ 2 พวก ตั้งเรียงฝ่ายละฟากกระดาน (เช่นเดียวกับหมากรุกที่เราเล่นกันทุกวันนี้) เมื่อจัดเป็นกระบวนเป็น 2 ฝ่าย จะมีพระราชาฝ่ายละ 2 องค์ไม่ได้ จึงลดขุนเสีย 1 ตัว คิดเป็นตัวมนตรี (เม็ด) ขึ้นมาแทน หมากรุกอย่างที่มหาอำมาตย์สัสสะคิดแก้ไขนี้ ต่อมาแพร่หลายไปถึงนานาประเทศ ชาวประเทศอื่นจึงได้คิดดัดแปลงแก้ไขตามนิยมกันในประเทศนั้นอีกชั้นหนึ่ง หมากรุกที่เล่นในนานาประเทศทุกวันนี้จึงผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่เค้ามูลยังเป็นแบบเดียวกัน เพราะต้นแบบแผนได้มาจากอินเดียเช่นเดียวกัน
ไฟล์:House01.gif
หมากรุกที่เรียก จาตุรงค์

ราศีธนู


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สิบสอง
ราศีธนู ของเดือน ธันวาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 9 ของจักราศี 


                         นิทานกลุ่มดาวคนยิงธนู                                                                                                                ชาวกรีกโบราณ ให้กลุ่มดาวคนยิงธนูเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของ Crotus ผู้ซึ่งมีร่างเป็นครึ่งม้า ครึ่งคน ยืนด้วยเท้าหลัง 2 ข้าง ส่วนชาวโรมัน ให้กลุ่มดาวคนยิงธนู เป็นหนึ่งในสัตว์เทพนิยาย ประเภทครึ่งม้า ครึ่งคน ซึ่งมีหัวหน้าคือ Chiron ซึ่งแทนด้วยกลุ่มดาวม้าครึ่งคน และผู้คนมักสับสน ระหว่าง 2กลุ่มดาว เป็นกลุ่มดาวอันดับที่เก้าของกลุ่มดาวจักรราศี.จะเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย เป็นครึ่งม้า ครึ่งคน เหมือนกลุ่มดาวม้าครึ่งคน ( เพียงแต่คนยิงธนูเป็นนายพราน จึงมักจะสับสนกันบ่อย กลุ่มดาวคนยิงธนูจะหันปลายธนู ไปทางกลุ่มดาวแมงป่อง เป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างสุกสว่าง เรามักจะเห็นเป็นรูปกาต้มน้ำ หันไปทางกลุ่มดาวแมงป่อง โดยจะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของต้นเดือนกรกฎาคม 

ม้าครึ่งคนคือ เซนทอร์


เซนทอร์ (อังกฤษ: centaur; มาจากภาษากรีกโบราณ κένταυροι) เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในเทพปกรณัมกรีก มีร่างส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้ชาย แต่ส่วนลำตัวลงไปเป็นม้าหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ สง่างาม อาศัยอยู่แถบภูเขาของอาคาเดีย และเทสสาลีในประเทศกรีซ
เซนทอร์มีสองตระกูล โดยตระกูลหนึ่งเกิดจาก อิคซอน อันธพาลแห่งสวรรค์ที่ขึ้นชื่อ กับอีกตระกูลที่เกิดจากโครนัส ฝ่ายหลังมีอุปนิสัยดีแตกต่างจากฝ่ายแรกมาก
เซนทอร์ตระกูลอิคซอน เกิดจากอิคซอนกับเนฟีลี มีพละกำลังมาก ชอบดื่มไวน์กับชอบไล่คว้าผู้หญิง ซ้ำชอบทะเลาะเวลาเมา เซนทอร์จึงถูกมองว่าเป็นพวกขี้เมาไม่กลัวใครทั้งสิ้น
เซนทอร์ตระกูลโครนัสต่างกับตระกูลอิคซอน เป็นเซนทอร์แสนดี โครนัสแต่งงานกับฟีลีร่า นางอัปสรน้ำผู้เลอโฉม มีลูกชื่อไครอน ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน มีความสุขุมรอบคอบจนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของเหล่าวีรบุรุษหลายคนในตำนานกรีก เช่น อคิลลีส, เฮอร์คิวลีส, เจสัน, พีลูส, อีเนียส และบรรดาลูกศิษย์ของเขาก็ประพฤติตัวตามแบบครูบาอาจารย์ได้เป็นอย่างดี

ราศีพิจิก


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สิบเอ็ด
ราศีพิจิก ของเดือน พฤศจิกายน เป็นกลุ่มดาวที่ 8 ของจักราศี 


                                 นิทานกลุ่มดาวแมงป่อง                                                                                                         แมงป่องเป็นสัตว์ที่จีอา (Gaea) เทพเจ้าแห่งโลก ส่งให้ไปทำร้ายนายพราน Orion ทำให้นายพรานต้องหนีแมงป่อง ( สาเหตุมาจากการที่นายพรานโอ้อวดกับเทพีแห่งการล่าสัตว์หรือดวงจันทร์ว่าผู้ใดล่าสัตว์เก่งกว่ากัน จนภายหลังในขณะที่นายพรานกำลังหนีแมงป่องอยู่ก็ถูกเทพีแห่งการล่าสัตว์ยิงธนูใส่จนถึงแก่ความตาย โดยที่เทพีแห่งการล่าสัตว์ไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่านายพราน ) แม้ว่าจะกลายเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้าไปแล้วนายพรานก็ยังคงหนีแมงป่องอยู่ โดยกลุ่มดาวแมงป่องจะขึ้นในขณะที่กลุ่มดาวนายพรานกำลังตกลับขอบฟ้าอยู่ทิศตรงข้ามกันตลอดกาล

จีอา (Gaea) เทพเจ้าแห่งโลก

          จีอา หรือ เกอา (อังกฤษGaia, Gæa หรือ Gea, /jē'ə หรือ gā'ə/; จากภาษากรีกโบราณ: Γαîα; ภาษากรีกปัจจุบัน: Γῆ; หมายความว่า พื้นดิน หรือพื้นโลก) เป็นเทพีองค์แรกของโลกตามตำนานของชาวกรีก ร่างกายของนางคือพื้นพิภพ นามในภาษาละตินของนางคือ เทอร์ร่า

แต่เดิมนั้นในโลกมีเพียงความวุ่นวายและมืดมน นั่นก็คือเคออส ต่อมาจีอาได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นพื้นพิภพ พร้อมๆกับนิกซ์ผู้เป็นกลางคืน อีรีบุสผู้เป็นความมืด อีรอสหรือกามเทพ และทาร์ทะรัสคุกใต้พิภพ ต่อมาจีอาจึงสร้างอูรานอส หรือท้องฟ้าขึ้นปกคลุมเหนือผืนดิน ปอนตัสหรือทะเล และโอยูเรีย หรือภูเขาขึ้น
จีอาเป็นเทพีองค์แรกของโลก และเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งปวง ดังนั้นจีอาจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้านการสร้าง นางมีสวามีหลายองค์และให้กำเนิดลูกหลานเป็นเทพ อสุรกาย และภูตพรายต่างๆ เป็นจำนวนมาก

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีตุลย์


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สิบ
ราศีตุลย์ ของเดือน ตุลาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 7 ของจักราศี 


นิทานกลุ่มดาวคันชั่ง
ชาวเมโสโปเตเมีย เป็นผู้กำหนดกลุ่มดาวนี้ เมื่อประมาณ 2000 ปีที่แล้ว โดยสังเกตว่า เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวนี้กลางวันกับกลางคืนจะยาวเท่ากัน และเป็นเดือนกันยายน จึงเรียกว่า "SeptemberEquinox" กำหนดให้คันชั่ง เป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมโดยมีเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม Astraeia เป็นผู้พิทักษ์ ซึ่งมีเทพธิดาแอสเตรีย หญิงสาวผู้รักความบริสุทธิ์และยุติธรรมเป็นเพื่อน 



เมโสโปเตเมีย

เมโสโปเตเมีย (กรีก: Μεσοποταμία, เมโซโพทาเมีย; อังกฤษ: Mesopotamia) เป็นคำกรีกโบราณ ตามรูปศัพท์แปลว่า "ที่ระหว่างแม่น้ำ" (meso = กลาง + potamia = แม่น้ำ) โดยมีนัยหมายถึง "ดินแดนระหว่างแม่น้ำแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส" ดินแดนดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "ดินแดนวงพระจันทร์เสี้ยวไพบูลย์" (Fertile Crescent) ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ ทอดโค้งขึ้นไปจากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดอ่าวเปอร์เซีย
เมโสโปเตเมียเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง เมโสโปเตเมีย แปลว่า ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรทีส (ปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรัก) ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำทั้งสองสาเป็นพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ทำให้กลุ่มชนชาติต่างๆเข้ามาทำมาหากินและสร้างอารยธรรมขึ้น รวมทั้งถ่ายทอดอารยธรรมจากกลุ่มหนึ่งสู่กลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดอารยธรรมแบบผสม
เมโสโปเตเมียเป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำที่มาจากการละลายของหิมะบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย น้ำจะพัดพาเอาโคลนตมมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำอันเกิดจากหิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งทำความเสียหายแก่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สิน และชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ
ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาทำมาหากินในบริเวณนี้  พวกที่เข้ามารุกรานส่วนใหญ่มักจะมาจากบริเวณหุบเขาที่ราบสูงทางภาคเหนือ และตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตลุ่มแม่น้ำ และยังมีพวกที่มาจากทะเลทรายซีเรียและอาระเบีย เรื่องราวของดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอารยธรรมของคนกลุ่มต่าง ๆ หลายกลุ่ม มิได้เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สืบต่อกันเป็นเวลายาวนานดังเช่นอารยธรรมอียิปต์
คนกลุ่มแรกที่สร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นคือชาวสุเมเรียน ผู้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปัตยกรรม ตัวอักษร ศิลปกรรมอื่น ๆ ตลอดจนทัศนคติต่อชีวิตและเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน ได้ดำรงอยู่และมีอิทธิพลอยู่ในลุ่มแม่น้ำทั้งสองตลอดช่วงสมัยโบราณ

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีกันย์


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่เก้า
ราศีกันย์ ของเดือน กันยายน เป็นกลุ่มดาวที่ 6 ของจักราศี 


                         นิทานกลุ่มดาวหญิงสาว
                                         เทพธิดาแอสเตรีย เป็นลูกสาวของจูปิเตอร์และเทมิส เธอลงมาจากสวรรค์ พร้อมน้องสาวชื่อว่า พูดิซิเตรีย ทั้งคู่ไร้เดียงสา ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เทพธิดาแอสเตรีย เป็นเทพธิดาแห่งความยุติธรรม เธอปรารถนาให้โลกร่มเย็น ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่มนุษย์กลับรบราฆ่าฟันกัน ขโมยข้าวของ กดขี่ข่มเหง เธอทนไม่ได้จึงหนีเข้าไปอยู่ในป่า จนในที่สุด ต้องหนีกลับสวรรค์ โดยจะปรากฏให้เห็นเฉพาะ คนที่รักและใฝ่หาสันติภาพ กับความยุติธรรมเท่านั้น และเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ เธอจึงบดรวงข้าว แล้วหว่านเมล็ดข้าว ไปรอบฟ้า กลายเป็นทางช้างเผือกที่สวยงาม ร่มเย็น และสันติสุข

เทมิส หรือ เทพีเธมิส
ไฟล์:0029MAN-Themis.jpg

เทพีเธมิส (อังกฤษ: Themis) เป็นเทพีในตำนานเทพปกรณัมกรีกที่ได้รับการบรรยายว่าเป็นเทพีผู้ "ให้การปรึกษาที่ดี" และเป็นเทพีแห่งความมีกฎมีระเบียบ, กฎหมาย และจารีตประเพณี “Themis” แปลว่า “กฎของธรรมชาติ” ที่ตรงกันข้ามกับกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือตามตัวก็ว่า “ข้อที่ตั้งไว้” (that which is put in place) ที่มาจากคำกิริยา “τίθημι” ที่แปลว่า “วาง หรือ ตั้ง” (to put) ตามความเชื่อของกรีกเธมิสเป็นผู้จัดระบบของ “กิจการสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะการมาชุมนุมกัน” ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาคลาสสิกโมเสส ไอ. ฟินลีย์ (Moses I. Finley) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า “Themis” ซึ่งเป็นคำที่ใช้โดยโฮเมอร์ในศตวรรษที่ 8 ว่าเป็นคำที่ทำให้เกิดความมีระเบียบของสังคมในยุคมืดกรีก (Greek Dark Ages) ในศตวรรษที่ 10 และ 9 ก่อนคริสต์ศักราช:
“เธมิส” เป็นคำที่แปลไม่ได้ [เธมิส]คือสิ่งที่ได้รับการประทานจากพระเจ้าและเป็นสัญลักษณ์ของความมีวัฒนธรรม บางครั้งหมายถึงวัฒนธรรมอันถูกต้อง, กระบวนการอันเหมาะสม, ความมีระบบของสังคม และบางครั้งก็เพียงพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น (เช่นที่เห็นได้จากนิมิตร้าย (omen) เป็นต้น) ที่แทบจะไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้อง
ฟินลีย์กล่าวต่อไปว่า ““เธมิส” ปรากฏในประเพณี, ธรรมเนียมพื้นบ้าน หรือ “mores” ที่ไม่ว่าจะใช้คำใดก็ตามต่างก็หมายถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของสิ่งที่กระทำหรือไม่กระทำ โลกของโอดีสซุซเป็นโลกที่มีความเชื่อที่วิวัฒนาการมาแล้วอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งใดที่เหมาะและที่ควร

ราศีสิงห์

วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่แปด
ราศีสิงห์ ของเดือน สิงหาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 5 ของจักราศี 


                            นิทานกลุ่มดาวสิงโต
                                          ประวัติของกลุ่มดาวสิงโตมีอยู่ว่า สิงโต เป็นราชาหรือเจ้าแห่งสัตว์ป่าของโลก ออกล่าเหยื่อรบกวนชาวบ้าน จึงถูกฆ่าโดยเฮอร์คิวลิส (Hercules) แต่เนื่องจากสิงโตตัวนี้ มีหนังหนาและเหนียว ฟันแทงไม่เข้า จึงถูกเฮอร์คิวลิสฆ่า โดยล็อคคอด้วยมือเปล่า (Headlock) จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ถลกหนัง โดยใช้เล็บของสิงโตเอง จากนั้น ก็เอาหนังมาทำเครื่องแต่งกาย และเกราะ ทำให้เฮอร์คิวลิสดูน่าเกรงขาม จากนั้น Selene เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ได้นำสิงโตขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักราศี โดยที่สิงโตจะวิ่งหนีเฮอร์คิวลิสตลอดเวลา โดยสิงโตอยู่สูงสุดบนท้องฟ้า ในขณะที่เฮอร์คิวลิสกำลังขึ้น และตกในขณะที่เฮอร์คิวลิส อยู่สูงสุดบนท้องฟ้าเสมอ                                                      

Selene หรือ เทพีอาเทมิส หรือ เทพีไดอานา
              เทพีครองการล่าสัตว์ ทรงนามว่า ไดอานา (Diana) หรือ อาร์เตมิส เทวีองค์นี้เป็น เทพีที่เคารพบูชาของพวกพรานโดยเฉพาะ และเป็นเจ้าของสัตว์ป่าทั้งปวง แต่สัตว์ที่พระนางโปรดปรานมากเป็นพิเศษ ได้แก่ กวาง โดยที่แสงเดือนเพ็ญเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การเดินป่า และล่าสัตว์ในเวลากลาง - คืน คนทั้งปวงจึงนับถือพระนางในฐานะ เทวีครองแสงเดือนด้วย และในที่สุดก็อุปโลกน์พระนางเป็นดวงเดือนในชื่อว่า ฟีบี (Phoebe) บ้าง เซลีนี (Selene) ซึ่ง เป็นชื่อเรียกเทวีประจำดวงเดือนหรือจันทรเทวีมาแต่เดิมทั้ง 2 ชื่อ 
               เทพีอาร์เตมิสเป็นเทพธิดาคู่แฝดผู้พี่ของ อพอลโล สุริยเทพของกรีก เกิดแต่ซูสเทพกับนางแลโตนา หรือ ลีโต (Latona ,Leto) ( แต่บางตำนานกล่าวว่าเป็นธิดาของเทพไดโอนิซัสกับไอซิส แต่ผู้คนมักรู้จักเทวีอาร์เตมิส ในฐานะธิดาของ ซูสมากกว่า รวมทั้งท่านโฮเมอร์นักกวีชาวกรีกกล่าวไว้เช่นนี้ด้วย ) เมื่อตอนเกิดคลอดยาก ถึงกับนางแลโตนาเกือบเอาชีวิตไม่รอด พระนางรู้สึกในความเจ็บปวดทนทุกข์เวทนาอย่างใหญ่หลวงของมารดา เลยพลอยรังเกียจการวิวาห์ถึงกับขอประทาน อนุญาตจากเทพบิดาในอันที่จะขอไม่มีคู่ครอง แม้เหล่าเทพบนเขาโอลิมปัสแสดงความปรารถนาใคร่จะได้วิวาห์ด้วยพระนางก็ไม่ใยดีคงยืนกรานที่จะดำรงชีวิตโสดถ่ายเดียว และวิงวอนต่อเทพบิดา ด้วยเหตุผลนี้ซูสจำต้องประทานอนุญาตให้ พระนางขอประทาน นางอัปสรโอเชียนิค 60 กับอัปสรอื่นอีก 20 ซึ่งล้วนแต่ไม่ยินดีในการวิวาห์เป็นบริวารติดสอยห้อยตามได้แล้ว ก็พาบริวารเที่ยว เสด็จประพาสไปตามราวป่า เพลิดเพลินเป็นนิตย์นิรันดร


                 


วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีกรกฎ


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่เจ็ด
ราศีกรกฎ ของเดือน กรกฎาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 4 ของจักราศี 
นิทานกลุ่มดาวปู                                                                                                                                                                            กลุ่มดาวแคนเซอร์หรือกลุ่มดาวปูหนึ่งในกลุ่มดาว 12 ราศีมีขนาดเล็กและส่องแสงสลัว ดูไม่เหลือนกับปูในสายตาของใครหลายๆคนอยู่ระหว่างเจมินีทางทิศตะวันตกและลีโอทางทิศตะวันออกลินซ์ทางเหนือและคานิส ไมเนอร์กับไฮดราทางทิศใต้ ตำนานกรีก ในภารกิจสู้กับไฮดราของเฮอร์คิวลิส เทพเฮร่าได้ส่งปูตัวหนึ่งมาลอบทำร้ายเฮอร์คิวลิส แต่กลับโดนวีรบุรุษผู้นี้เหยียบตายคาเท้า เทพี่เฮร่ารู้สึกสงสารจึงนำมันไปวางเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้า

ไฮดรา
                 ไฮดรา อาศัยอยู่ในบึงเลอร์นา ( Lerna ) มันเป็นพี่น้องกับ อสูรกายราชสีห์นีเมียน ( Nemean ) เซอร์เบรัส ( Cerberus ) สฟิงซ์ ( Sphinx ) ไคเมร่า ( Chimera ) และลาดอน ( Ladon ) ทั้งหก เป็นลูกของอสูรกายไทฟอน และอสูรกายอิคิดนา
ลักษณะและอิทธิฤทธิ์ของไฮดรา
                  งานชิ้นที่สองซึ่ง เฮอร์คิวลิส ( Hercules ) ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของยูริทูสก็คือ ให้ไปปราบเจ้า ไฮดรา อสูรกาย 9 หัว บางตำนานบอกว่าเจ้าไฮดรา มีหัวถึง 10 หัว แต่บางตำนานก็บอกว่ามีมากถึง 100 หัว ข้อนั้นไม่น่าหวั่นเกรงเท่ากับว่าเจ้าอสูรกายตัวนี้เมื่อหัวใดหัวหนึ่งของมัน ถูกตัดขาดก็จะมีหัวใหม่งอกขึ้นมา เพิ่มเป็นสองหัว แล้วจะจัดการกับมันด้วยวิธีใด
                   ไฮดราคืออสูรกายซึ่งเป็นส่วนผสมของสัตว์หลายชนิด คือมีลำตัวเป็นสุนัข ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด ปลาแข็งแกร่ง มีหางเหมือนมังกร ส่วนหัวนั้นเหมือนงู หรือมังกร นอกจากนั้นลมหายใจของมันยังมีพิษร้ายขนาดทำให้คนที่เข้าใกล้ถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นเฮอร์คิวลิสจึงต้องสูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วจึงค่อยวิ่ง เข้าไปราวี โดยเอากระบองฟาดเปรี้ยงใส่หัวของมัน ด้วยแรงอันมหาศาลของเขาทำให้หัวของเจ้าไฮดราขาดกระเด็นลงมาหนึ่งหัว แต่มันก็งอกขึ้นมาใหม่ ถึงสองหัว เจอเข้าแบบนี้ วีรบุรุษจอมพลังก็ยืนเหงื่อตกอยู่เหมือนกัน
                     แต่ด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของเฮอร์คิวลิส เมื่อตัดหัวของไฮดราได้แล้วจึงได้ให้ผู้ช่วย ไอโอลอส ( Iolaus ) ผู้เป็นบุตรของ อิฟฟิคลีส ( Iphicles ) น้องคู่แฝดของเฮอร์คิวลิส โดยให้ไอโอลอสนำไฟลนที่คอของไฮดรา เพื่อมิให้มีหัวใหม่งอกออกมา
                  เมื่อสังหารอสูรกาย 9 ลงได้แล้ว เฮอร์คิวลิสได้เอาลูกธนูที่เทพบุตรอะพอลโลประทานให้ จุ่มเลือดของไฮดราเพื่อใช้เป็นศรพิษอาวุธสำคัญในการปราบ อสูรกายตัวอื่นๆต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอีกชิ้นหนึ่ง

ราศีเมถุน


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่หก
ราศีเมถุน ของเดือน มิถุนายน เป็นกลุ่มดาวที่ 3 ของจักราศี 

                        นิทานกลุ่มดาว คนคู่
                                         ว่ากันว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดระหว่าง Caster และ Pollux เป็นบุตรของเทพเจ้า  มีมารดา คือ Leda ผู้เป็นมเหสีของกษัตริย์ Tyndareus แห่งเมือง Sparta ซึ่งนางได้ให้กำเนิดบุตร เป็นไข่ 2 ใบ ใบแรก ระหว่างนางกับกษัตริย์ Tyndareus กลายเป็น Helen of Troy ส่วนอีกใบ กับเทพเจ้า Zeus ในร่างของหงส์ ซึ่งไข่ใบที่สองกลายเป็น Caster และ Pollux โดยทั้งคู่ เทพเจ้า Poseidon ให้เป็นสมาชิก และผู้พิทักษ์เรืออาร์โก ของกัปตันเจสัน ทั้งสอง จะยืนเหนือกระโดงเสาของเรืออาร์โก กลุ่มดาวคนคู่ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สามของกลุ่มดาวจักรราศี อยู่ในแนวสุริยวิถี ทงด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ของกลุ่มดาวนายพราน เป็นดาวฤกษ์สุกสว่างที่สังเกตง่าย และอยู่ใกล้กัน 2 ดวง คือ ดาวคาสเตอร์ และดาวพอลลักซ์ ดาวทั้งสองอยู่ในตำแหน่งศีรษะของคนคู่ และเท้าของคนคู่อยู่บนทางช้างเผือก. เมืองไทยเห็นกลุ่มดาวคนคู่ เรียงกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปร่างคล้ายโลงศพเลยเรียกกลุ่มดาวนี้ว่า "กลุ่มดาวโลงศพ" และเห็นดาวสามดวงที่อยู่ตรงด้านข้างโลงเหมือน นกกาที่มาเกาะโลงอยู่จีงเรียกกลุ่มดาวนั้นว่า "กลุ่มดาวกา" เราสามารถเห็นกลุ่มดาวคนคู่ ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ราวเที่ยงคืนของเดือนมกราคม

      ทางช้างเผือกคือ
                    
   ดาราจักรที่มีระบบสุริยะและโลกของเราอยู่ เมื่อมองบนท้องฟ้าจะปรากฏเป็นแถบขมุกขมัวคล้ายเมฆของแสงสว่างสีขาว ซึ่งเกิดจากดาวฤกษ์จำนวนมากภายในดาราจักรที่มีรูปร่างเป็นแผ่นจาน ส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือกอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งเป็นทิศทางไปสู่ใจกลางดาราจักร
แต่เดิมนั้น นักดาราศาสตร์คิดว่าดาราจักรทางช้างเผือกมีลักษณะเป็นดาราจักรก้นหอยธรรมดา แต่หลังจากผ่านการประเมินครั้งใหม่ในปี พ.ศ. 2548 พบว่าทางช้างเผือกน่าจะเป็นดาราจักรก้นหอยแบบมีแกนเสียมากกว่า
                          เมื่อเทียบกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า ทางช้างเผือกขึ้นไปเหนือสุดที่กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย และลงไปใต้สุดบริเวณกลุ่มดาวกางเขนใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระนาบศูนย์สูตรของโลก ทำมุมเอียงกับระนาบดาราจักรอยู่มาก
                        คนในเมืองใหญ่ไม่มีโอกาสมองเห็นทางช้างเผือกเนื่องจากมลภาวะทางแสงและฝุ่นควันในตัวเมือง แถบชานเมืองและในที่ห่างไกลสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้ แต่บางคนอาจนึกว่าเป็นก้อนเมฆในบรรยากาศโลก

ราศีพฤษภ





วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่ห้า
ราศีพฤษภ ของเดือน พฤษภาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 2 ของจักราศี 

นิทานกลุ่มดาววัว
                 ทวีปยุโรปนั้นมาจากชื่อนางยุโรปา ซึ่งเป็นลูกสาวของอจีนอร์ (Agenor)
 กษัตริย์ของเมืองฟีนิเซีย ซึ่งเป็นบุตรของเนปจูนกับนางลิบเบีย(Libya) นอกจากยุโรปาแล้ว อจีนอร์ยังมีลูกชายอีก 3 คนคือ แคดมัส(Cadmus), ฟินิกซ์(Phoenix)และซิลิกซ์(Cilix) วันหนึ่งนางยุโรปากำลังเที่ยวเก็บดอกไม้ในทุ่งหญ้า ขณะที่กำลังเริงร่าอยู่กับเหล่าบริวารซึ่งเป็นหญิงสาวรุ่นเดียวกัน นางก็เห็นวัวเผือกตัวหนึ่งที่น่าสนใจมาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และลูบไล้วัวตัวนั้น ฝ่ายวัวก็หมอบลงให้นางขึ้นนั่งบนหลัง แล้วนางก็เรียกให้คนอื่นขึ้นนั่งด้วยแต่วัวตัวนั้นไม่ยอมให้คนอื่นขึ้นนั่งด้วย แล้วก็วิ่งผ่านทุ่งหญ้ามุ่งสู่ทะเลทันที เมื่อถึงชายหาดซึ่งมีคลื่นซัดสาดอยู่ตลอดเวลา วัวตัวนั้นก็พานางยุโรปาลงทะเล มีปลาโลมามาว่ายลุมล้อมนอกจากนั้นยังมีพราย.นีเรียดมาดำผุดดำว่ายอยู่ด้วย ส่วนไทรทอน(Triton)ได้เป่าสังข์เสียงดังสนั่น นอกจากนี้เนปจูนเทพเจ้าแห่งท้องทะเลก็ได้มาร่วมขบวนด้วย ซึ่งความจริงแล้ววัวนี้คือร่างแปลงของเทพเจ้าจูปิเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นเอง
จูปิเตอร์พานางยุโรปาลอยข้ามทะเลไปจนถึงเกาะครีต ซึ่งอยู่ในทะเลเมดิเตอเรเนียน แล้วก็เปลี่ยนร่างกลายเป็นจูปิเตอร์ตามเดิม แล้วได้อยู่กับนางจนเกิดลูกชาย 3 คน คือ ไมนอส(Minos), แรดดะแมนธัส(Rhadamanthus)และซาปิดอน(Sarpedon) ซึ่งไมนอสได้เป็นกษัตริย์ของเกาะกรีตและเมื่อตายแล้วก็ได้เป็นเทพเจ้าร่วมกับแรดดะแมนธัสในแดนบาดาล ส่วนซาปิดอนเสียชีวิตในสงครามกรุงทรอย
                กลุ่มดาววัวหรือราศีพฤษภ(Taurus) จึงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าจูปิเตอร์หรือซูสซึ่งจะเห็นแค่ส่วนบนเท่านั้นเพราะส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ในน้ำทะเล ส่วนหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำคือหนอกซึ่งก็คือกระจุกดาวลูกไก่นั่นเอง ดาวที่สว่างที่สุดคือดาวตาวัวหรืออัลดีบาแรน

กระจุกดาวลูกไก่
Pleiades large.jpg

กระจุกดาวลูกไก่ หรือ กระจุกดาวไพลยาดีส (อังกฤษ: Pleiades) หรือวัตถุเมสสิเยร์ M45 หรือ ดาวพี่น้องทั้งเจ็ด เป็นกระจุกดาวเปิดในกลุ่มดาววัว ประกอบด้วยดาวฤกษ์ระดับ B ที่มีประวัติการสังเกตมาตั้งแต่สมัยกลาง นับเป็นหนึ่งในกระจุกดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และอาจเป็นกระจุกดาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า
กระจุกดาวนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สีน้ำเงินที่มีอายุราว 100 ล้านปี แต่เดิมเคยเชื่อว่าเศษฝุ่นที่ทำให้เกิดการสะท้อนแสงจาง ๆ เรืองรองรอบดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดน่าจะเป็นเศษที่หลงเหลือจากการก่อตัวของกระจุกดาว (จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เนบิวลามายา ตามชื่อดาวมายา) แต่ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เป็นเพียงฝุ่นเมฆในสสารระหว่างดาวที่ดาวฤกษ์กำลังเคลื่อนผ่านเท่านั้น นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ากระจุกดาวนี้จะมีอายุต่อไปอีกอย่างน้อย 250 ล้านปี หลังจากนั้นก็จะกระจัดกระจายออกไปเนื่องจากปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงที่เกิดจากดาราจักรเพื่อนบ้านใกล้เคียง

ราศีเมษ

วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สี่
                                       ราศีเมษ ของเดือน เมษายน เป็นกลุ่มดาวที่ 1 ของจักราศี 


                           นิทานดาวกลุ่มดาวแกะ
                                               ในตำนานกรีกได้กล่าวถึงเรื่องกลุ่มดาวแกะไว้ ดังนี้คือ อทามัส ( Athamus ) กษัตริย์แห่งโอโคมีนัส ( Orchomenus ) ได้ทรงมีชายาใหม่นามว่า ไอโน ( Ino ) ซึ่งไอโนนี้เป็นหญิงขี้อิจฉา และนางก็ได้เกิดความอิจฉาริษยาในตัวของ ฟริกซัส ( Phrixus ) และน้องสาว (Helle ) ซึ่งเป็นบุตรธิดาของกษัตรย์อทามัสเป็นอย่างมาก ดังนั้นน่งจึงได้ทำการยุยงกษัตรย์อทามัสให้ทำการฆ่าฟริกซัส บุตรชายผู้เป็นรัชทายาทของนครนี้เสีย โดยใช้เหตุผลที่ว่าฟริกซัสจะทำการชิงบัลลังก์ ซึ่งกษัตริย์อทามัสก็ทรงเห็นชอบด้วย แต่ว่าแผนการสังหารก็ได้ล่วงรู้ไปถึง เทพเฮอเมส ( Hermes ) ซึ่งในนาทีสุดท้ายก่อนการสังหารนั้น เทพเฮอเมสก็ได้ส่งแะขนทองคำ ที่มีความงดงามและมีพละกำลังมหาศาลลงมาจากสวรรค์เพื่อทำการช่วยเหลือและพาทั้งสองบินออกมา แต่ว่าเฮลล์นั้นยึดขนแกะไว้ไม่แน่นพอ จึงได้ตกลงไปในช่วงแคบ ซึ่งภายหลังได้ถูเรียกชื่อว่า Hellespont ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมระหว่างทะเลอีเจียน และทะเลมามาราของตุรกีในปัจจุบัน หลังจากนั้นแกะทองคำก็ได้พาฟริกซัส ที่เหลือเพียงคนเดียวไปที่ดินแดนใกล้กับทะเลดำ ซึ่งเรียกว่า Colchis เมืองหลวงของแคว้น Aea
     เมื่องานของตนเองสำเร็จแล้ว แกะขนทองคำจึงได้บอกให้ฟริกซัสทำการบูชายัญตนเองต่อเทพเฮอเมสเสีย แล้วก็ให้เก็บขนแกะทองคำไว้ด้วย ซึ่งฟริกซัสก็ปฏิบัตติตาม จากนั้นเขาก็ได้นำเอาขนแกะทองคำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่กษัตริย์ อาเทเทส ( Aeetes ) ซึ่งต่อมาได้ทรงนำเอาขนแกะทองคำนั้นไปแขวนไว้ที่ป่าศักดิ์สิทธิ์อาเรส ( Ares ) ที่ซึ่งมีมังกรผู้ไม่เคยหลับอยู่ เพื่อให้ปกป้องขนแกะทองคำนั้นไว้ ว่ากันว่า ขนแกะทองคำนั้นได้ส่องประกายแสงสีทองให้เจิดจ้าออกมาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ซึ่งบริเวณใกล้เคียงต่างก็ถูกฉาบไปด้วยแสงสีทองที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกลุ่มดาวแกะก็คือ แกะขนทอง ตัวนี้นี่เอง และแล้วเทพนิยายกลุ่มดาวแกะก็จบลงด้วยประการเช่นนี้แล

Hermes คือ 

Hermes.jpg


เฮอร์มีส (อังกฤษ: Hermes) เป็นชื่อเทพเจ้าในปกรณัมกรีก เรียกชื่อในตำนานเทพเจ้าโรมันว่า เมอร์คิวรี่ เป็นเทพผู้คุ้มครองเหล่านักเดินทาง คนเลี้ยงแกะ โจรผู้เร่ร่อน กวี นักกีฬา นักประดิษฐ์ และพ่อค้า อาจเรียกได้ว่า เฮอร์มีสเป็นเทพแห่งการสื่อสาร พระองค์เป็นบุตรของเทพซูสเกิดแต่นางเมยา (Maia) มีของวิเศษคือหมวกและรองเท้ามีปีก เรียกว่า เพตตะซัส (Petasus) ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับจากเทพบิดา เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเทพสื่อสาร และมีคถาคาดูเซียส (Caduceus) ซึ่งรูปร่างของคถาจะมีคถางูไขว้อยู่สองตัว เฮอร์มีสพบงูสองตัวนี้เมื่อเห็นมันสู้กันเลยเอาคถาทิ่มระหว่างงูสองตัวเพื่อห้ามไม่ให้เกิดความวิวาท งูเลยเลื้อยมาพันอยู่รอบไม้แล้วหันหัวเข้าหากันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลางด้วย
บุตรของเทพเฮอร์มีสได้แก่ เทพแพน เทพเฮอร์มาโฟรไดทัส และเทพออโตไลคัส

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีมีน


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สาม                                                                                                                                                              ราศีมีน ของเดือน มีนาคม เป็นกลุ่มดาวที่ 12 ของจักราศี 

                        นิทานดาวกลุ่มดาวปลาคู่ 
                                          ปลาคู่ เป็นร่างแปลงของ Venus และบุตรของเธอ ขื่อ Cupid ซึ่งทั้งสอง กำลังหนีจากสัตว์ประหลาดร้าย ชื่อ Typhoon โดย Venus เอาเชือกผูกกับ Cupid ไว้ด้วยกัน เพื่อไม่ให้หลุดหายกันไป ส่วนชาวคริสต์ นิยามให้เป็นปลาตัวแรก ของชาวคริสต์ เนื่องจากจุด Equinox อยู่ในกลุ่มดาวนี้ เมื่อครั้งสมัยคริสตกาล (ค.ศ. 0) ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่ยุค "the New Age" นั่นเอง

                           จุด  Equinox หรือ วิษุวัต

         เป็น ปรากฏการณ์ที่โลกเรามีระยะเวลาของกลางวันและกลางคืนที่เท่ากัน  ในแต่ละรอบปีจะมีปรากฏการณ์ชนิดนี้เกิดขึ้นสองครั้งโดยเกิดในช่วงเริ่มต้น ของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกเหนือ ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งสองชนิดนี้มีชื่อที่เรียกแตกต่างกันตามช่วงเวลาที่เกิด 

         1. Autumnal Equinox   จะเกิดขึ้นในราววันที่ 23 กันยายน ซึ่งจะเป็นวันเปลี่ยนของฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ของซีกโลกเหนือภาษาไทยเรียกวันนี้ว่า ศารทวิษุวัต

         2. Vernal Equinox หรือ Spring Equinox  จะ เกิดขึ้นในราววันที่ 21 มีนาคม ซึ่งจะเป็นวันเปลี่ยนของฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ ภาษาไทยเรียกวันนี้ว่าวันวสันตวิษุวัต


การที่โลกเคลื่อนที่อยู่ในระนาบเดียวกันกับดวงอาทิตย์
ทำให้เกิด Autumnal Equinox   และ Vernal Equinox
ทำให้ช่วงเวลาที่โลกหันเข้าห้าดวงอาทิตย์แต่ะละด้านเท่ากัน
ภาพจาก http://private.jayro.net

         สำหรับประเทศไทยอันมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร ทำให้มีฤดูกาลที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นของโลก โดยถูกแบ่งไว้ 3 ฤดูกาลคือ ร้อน ฝน และ หนาว โดยตามหลักแล้วประเทศไทยจะแบ่งฤดูกาลออกเป็นดังนี้

1.ฤดูร้อน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนมิถุนายน ถึง กลางเดือนพฤษภาคม     
2. ฤดูฝน  เริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ถึง กลางเดือนตุลาคม    
3.ฤดูหนาว เริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนกุมภาพันธ์

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีกุมภ์


วันนี้ก็มาต่อในเรื่องกลุ่มดาวจักราศี   ^_^
ราศีที่สอง
ราศีกุมภ์ ของเดือน กุมภาพันธ์ เป็นกลุ่มดาวที่ 11 ของจักราศี                                                                                           

                                      นิทานกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ                                                                                                                                         ชาวบาบิโลเนียนโบราณ ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช มองเห็นเป็นรูปหม้อน้ำ ที่มีน้ำล้นออกมา และแทนด้วยสัญลักษณ์ ของคนแบกหม้อน้ำ ซึ่งในเดือนที่ 11 ของชาวบาบิโลเนียน (หรือระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักในรอบปี ส่วนชาวอียิปต์โบราณ เห็นเป็นรูปเทพเจ้า Hapi ซึงเป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นผู้ให้น้ำ เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษบ์โลก กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบเอ็ด ของกลุ่มดาวจักรราศี เป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างหายากเนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์ดวงใด ในกลุ่มที่มีความสว่างกว่า 2.9 เลย คนโบราณ เห็นเป็นรูปคนแบกหม้อน้ำ กำลังเทน้ำลงในแม่น้ำ Fluvius Aquarii ซึ่งหมายถึง "the River of Aquarius" ซึ่งสายน้ำจะไหล ผ่านกลุ่มดาวปลาทางใต้ ที่มีดาวฤกษ์สุกสว่างคือ ดาวโฟมาลออท ขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของปลายเดือนสิงหาคม ต้นเดือนกันยายน 

ความสว่างในที่นี่คือ แมกนิจูด หรือ โชติมาตร
ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้น บางดวงเราก็เห็นว่าสว่างมาก บางดวงก็สว่างน้อย  นักดาราศาสตร์เขามีวิธีวัดความสว่างของดาวแต่ละดวงอยู่สองชนิดครับ  คือความสว่างปรากฏ (appearent magnitude) และความสว่างสัมบูรณ์ (absolute magnitude) หรือถ้าจะเรียกชื่อให้ไทยๆหน่อย ความสว่าง (magnitude) ก็คือคำว่า โชติมาตร นั่นเองครับ
เริ่มต้นจากนักดาราศาสตร์ชาวกรีกยุคดึกดำบรรพ์อย่างลุง ฮิพพาร์คัส (Hipparchus)  ได้จัดฐานข้อมูลระบบแมกนิจูดขึ้นเป็นคนแรก  โดยจัดอันดับความสว่างของดาวที่เขาเห็นเป็นแมกนิจูด  โดยดาวที่สว่างที่สุด (ที่เขาเห็นนะ) ให้เป็นแมกนิจูดที่หนึ่ง  รองลงมาเป็นแมกนิจูดที่สอง ไปเรื่อยๆ  ถึงแม้เป็นระบบการวัดที่ไม่ละเอียดนัก  แต่ก็ใช้อยู่นานถึงเกือบๆสองพันปี  ต่อมานักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่มีชื่อตามบัตรประชาชนว่า นอร์แมน พอกสันก็ได้คิดสมการที่เอาไว้ใช้คำนวณค่าแมกนิจูดต่างๆออกมา ทำให้การวัดค่าความสว่างของดวงดาวมีความละเอียดมากขึ้น  แต่ก็ยังคงแนวคิดเดิมไว้ คือแมกนิจูดน้อย จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูดมาก

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ราศีมกร

วันนี้ก็มาเริ่มในเรื่องกลุ่มดาวจักราศีกัน ^_^
ราศีแรกเลย
                                 ราศีมกร ของเดือน มกราคม เป็นกลุ่มดาวที่ 10 ของจักราศี


                                      นิทานกลุ่มดาวมกร
                                                           เทพบดีซูส มอบหน้าที่ให้แกนิมีด ผู้ถือแก้วน้ำของเหล่าเทพเจ้าเป็นผู้ส่งน้ำไปยังโลก โดยเอียงแก้วให้น้ำไหลอย่างไม่ขาดสายกลายเป็นแม่น้ำหลายสายบนโลก รวมทั้งแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นสถานที่รื่นรมย์ของเทพเจ้าแพน ผู้มีร่างเป็นแพะและชอบเป่าขลุ่ย วันหนึ่งงูยักษ์ไทฟอนจะเข้ามาทำร้าย เทพเจ้าแพน จึงกระโดหนีลงน้ำ แต่ว่ายน้ำไม่เร็วเพราะกีบแพะเล็กนิดเดียว ดังนั้นไท้เทพซูสจึงช่วยแปลงร่างของเทพแพนให้เป็นหางปลา และเรียกสัตว์ชนิดใหม่นี้ว่า แพะทะเล หรือ มกรกลุ่มดาวแพะทะเลกลุ่มดาวมกร เป็นกลุ่มดาวอันดับที่สิบของกลุ่มดาวจักรราศี และเป็นกลุ่มดาวแนวกาแล็กซี่ ทางช้างเผือก พาดผ่าน โดยกลุ่มดาวนี้ เป็นรูปครึ่งแพะ-ครึ่งปลา โดยส่วนหัวเป็นแพะ ส่วนหางเป็นปลา อยู่ทางทิศตะวันออกของ กลุ่มดาวคนยิงธนู เราสามารถเห็นกลุ่มดาวนี้ ได้จากกลุ่มดาววีกา ลากมายังดาวอัลแตร์ แล้วต่อมายังเขาของแพะทะเลกลุ่มดาวแพะทะเล จะขึ้นไปสูงสุดกลางท้องฟ้า ประมาณเที่ยงคืนของต้นเดือนสิงหาคม โดยจะค่อนไปทางซีกฟ้าใต้ คนไทยมักเรียกผิดเป็น "กลุ่มดาวมังกร" 

      แม่น้ำไนล์
                                                 
 แม่น้ำไนล์ (อารบิก: النيل an-nīl อังกฤษ: Niles) เป็นแม่น้ำในทวีปแอฟริกา เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก โดยถูกค้นพบแหล่งต้นน้ำใหม่ที่ทำให้มีความยาวกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้ โดยแม่น้ำไนล์มีความยาวทั้งสิ้น 6,695 กิโลเมตร   คำว่า "Nile" ('nIl) มาจากคำว่า "เนย์ลอส" (ละติน : Neilos ; กรีก : Νειλος) ชื่อในภาษากรีกที่มีความหมายว่า "หุบเขาที่มีแม่น้ำ" อีกชื่อหนึ่งของแม่น้ำไนล์ในภาษากรีกคือ "ไอกึปตอส" (ละติน : Aigyptos ; กรีก : Αιγυπτος) ซึ่งแปลว่าแผ่นดิน "อียิปต์" นั่นเอง เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดและมีคนยกย่องว่าแม่น้ำนี้มีปลาในส่วนใหญ่

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แนะนำตัว

สวัสดีทุกๆคนนะครับ :D
ชื่อ-นามสกุล : รวิพล เครือเทพ
ชื่อเล่น : พล
เพศ : ชาย
วันเกิด : วันพฤหัสบดี ที่19 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2541
อายุ : 14 ปี
กรุ๊ปเลือด : O
โรงเรียน : ตากพิทยาคมคม
ชั้น : ม.2

- ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ:) -